9/30/09

นางสาว พ. เป็นเด็กด้อยอากาศ (เลยขอไปสูดอากาศสัก 5 วัน)





นางสาว พ. เป็นเด็กด้อยอากาศ
เพราะทำแต่งานๆๆ จึงได้สูดแต่กลิ่นเครื่องปรับอากาศในออฟฟิศ
ฤกษ์งามยามดี มีโอกาสไปทำคอลัมน์ท่องเที่ยวกับคุณบก.
สองสาวเราสองจึงพาตัวเองบินหนีกรุงมุ่งตรงสู่เชียงคาน แบบมีเวลาตั้งตัวแค่ 2 วัน

มุ่งหน้าสู่เชียงคาน - หน้าเศร้าที่พายุเข้า นางสาว พ.จึงทำได้เพียงร่วมกิจกรรมยองเส้นให้แหลก ของคุณป้าคำก้อย (คือการนวดแผนไทยด้วยเท้า โดยมีเชือกห้อยลงมาจากคานให้ป้าจับเพื่อถ่วงน้ำหนัก)อนิจจา แค่ได้ยินเสียงลูกค้าคนก่อนหน้าร้องซี๊ดซ้าด เราเลยคิดว่าขอนวดแบบธรรมดาไปก่อน ไว้โอกาสหน้าค่อยว่ากันนะป้านะ

ตื่นเช้าจะมาตักบาตร เจอผู้ชายใส่แว่นหน้าคุ้นๆ ... อ้าว ไอ้เอี่ยวนี่หว่า ตอนมึงอยู่กรุงเทพแทบจะไม่มีเวลาเจอกัน ดั๊น มาบังเอิญเจอกันที่เชียงคาน มันมาเบรคจังหวะชีวิตที่นี่ โอ้โฮ รู้สึกว่ามึงหล่อจัง อยู่ชิลๆ ใกล้บ้านอย่างบางปูก็ไม่ได้ ผลสรุปคือได้ตักบาตรข้าวเหนียวกับเอี่ยว ฝนตกปรอยๆ แต่ก็ยังมีคุณย่าคุณยายมารอตักบาตรตามวิถี หลวงพี่กับเณรต่างเดินเปียกปอน บุญที่เราทำเช้าวันนี้ คงมีสภาพเปียกๆ เหมือนอากาศ แต่แหม...ตื่นเช้ามาตักบาตรพร้อมกับผู้ชาย ช่างโรแมนติกจริงๆ นะมึง

ก่อนที่คณะแรลลี่ชะโงกทัวร์จะเดินทางต่อ มาเชียงคานต้องปั่นจักรยานซะหน่อย แต่ทำไงได้ ฝนก็ตก หิวก็หิว
ตัดใจออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยการปั่นจักรยานฝ่าฝนแบบมือหนึ่งกางร่มไปด้วย ความชื้นเปียกปอนไปทั่วท่อนล่าง กินโจ๊กเสร็จแล้ว เดินลัดเลาะเตาะแตะกับเม็ดฝนเปาะแปะ พี่อ้อยได้เสื้อเพนท์จากโรงแรมพูลสวัสดิ์ ส่วนเราได้ผ้านวมที่คุณแดง(มารดา)สั่งไว้ เธอฝังใจว่าผ้านวมฝ้ายจากอุตรดิตถ์ดีที่สุด เพราะฉะนั้นทฤษฎีความน่าจะเป็น จ.เลย ที่อยู่ใกล้อุตรดิตถ์ก็ต้องดีเหมือนกัน ส่วนเราผู้เป็นบุตรนั้นควรกตัญญูจัด....ให้
สายหน่อย แต่สายฝนก็ยังสลัดกันไม่หลุดง่ายๆ นางสาวพ.ต้องจำลาจากบักเอี่ยวและเมืองเชียงคานเพียงเท่านี้ เพื่อไปปฏิบัติมิชชั่นต่อไป(รู้สึกไม่สาสมกับที่นี่เลย คาดว่าต้องหาเวลามาซ่อมอีกรอบ)

มุ่งหน้าสู่แก่งคุดคู้ เอ่อ... ก็ฝนมันตก น้ำมันขึ้น เลยมองไม่เห็นแก่งอะ

มุ่งหน้าสู่ภูเรือ ...ตามตารางเขียนว่า ดอกไม้เมืองหนาว พร้อมชมความงดงามของธรรมชาติและขุนเขา
อืมมม เราแค่ชอบหมอกรูปร่างง่ายๆ บนเนินเขามากกว่า แต่ขัดใจป้ายแรลลี่คำว่า Media ที่แปะขนาบหน้าต่างรถตู้มาก เซ็งเปะ
Don't miss ระหว่างเส้นเชียงคาน มุ่งหน้า ภูเรือ แวะร้านเค้กอร่อยล้ำ ชื่อเค้ก บ้านฉัน ช็อกโกแลตหน้านิ่มนุ่มๆ คนขายบอกว่า เค้กที่นี่ซื้อเป็นของฝากไม่ได้ เพราะไม่ใส่สารกันบูดและจะต้องแช่เย็นตลอดเวลา ถ้าอยากให้ใครมากิน ต้องชวนเขามากินถึงที่ร้านเอง แผนโปรโมทการท่องเที่ยวรึเปล่าพี่

ไฮไลท์อยู่ที่นี่ ด้านซ้าย เราอยากมาดูผีตาโขนที่นี่นานแล้ว แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาล แต่อย่างน้อยก็ได้มาถึง
เรานอนที่ภูนาคำ รีสอร์ตสุดฮิป ที่มีควายเป็นซิกเนเจอร์ เสียดาย ไม่ว่างนับว่าควายมีกี่ตัว
นอนบ้านกระท่อมท๊อปวิว วิวที่นี่เป็นแบบ 360 องศา สวยสุดสายตา มีจากูซี่ด้วยนะ ถ้าอยากอาบน้ำแบบวาบหวิวก็ชักผ้าม่านไม้ไผ่ขึ้น คุณจะมองเห็นหุบเขาด่านซ้ายไปพร้อมๆ กับการฟอกสบู่ถูตาตุ่ม


เช้าวันรุ่งขึ้น ตี 4 ตามตารางนัดหมาย เราต้องขึ้นภูเรือ แต่พายุยังเข้าอยู่ ฝนตกจั๊กๆ จึงทำให้ต้องนอนคุคคู้และอดไปภูเรือ ปฏิบัติมิชชันที่เลยเสร็จสิ้น เราจึงอำลาจ.เลย ไปแบบอารมณ์รักแล้วรักเลย แต่ยังไม่ค่อยรู้อะไรเลย ก็เพราะฝนมันตกตลอดเลย

เมื่อคุณบก.และลูกน้อง มีอิสระจากททท.แล้ว คราวนี้เราก็มุ่งหน้าไปทำคอลัมน์ที่พิษณุโลกกันต่อ
ดีใจมากที่พายุสงบ พิษณุโลกมีแดดแผดเผา แม้จะน้อยนิด แต่ก็ไม่อยากให้ฉ่ำทั้งทริป
เรารีเควสว่า หนูอยากไปภูหินร่องกล้าจังเลยค่ะ
ฟังมานักแล้วว่า เส้นทางจากด่านซ้าย - หล่มสัก (เพชรบูรณ์)เป็น scenic road
เจ๊อะเข้ากับตัว ถึงเออ ว่ะ ถนนสายนี้สวยจริง ข้างขวามีลำธาร ขนานไปกับภูเขาข้างซ้าย
สุดสายตาไปไม่ไกลมีพี่ภูเขาตัวใหญ่ใส่เสื้อสีเขียว
ฝนตกเพิ่งเสร็จ พี่ภูเขาเลยพาดผ้าพันคอเป็นสีขาวของสายหมอกซะด้วย Scenic จริงๆ ขอคารวะ 2 จอก

ล้อมกรอบให้อีกนิด
สำหรับผู้ที่อยากไปภูหินร่องกล้า (ใครเหรอ) แนะนำว่า มีเส้นทางขึ้น 2 เส้น เส้นแรก นครไทย พิษณุโลก จะลาดยางเอี่ยมอ่อง ขับปรี๊ดขับปรี๊ดแต่คุณจะไม่ได้สัมผัสกับกีฬาวิบากที่จะทำให้รถช่วงล่างดังครืดคราด แนะนำเส้นหล่มสัก เพชรบูรณ์ ที่สวยชิป โค้งแล้วโค้งอีก แต่วิวงามงด (ค้นพบว่าชอบกิจกรรมนั่งรถขึ้นเขามาก คือนั่งเฉยๆ แล้วให้คนอื่นขับ ส่วนเราก็ชิมอากาศบนดอยไป )

จบทริป Scenic Road แต่พองาม
ถึงเมืองสองแคว เลยขอนอนค้างสองคืน
ทริปนี้ชอบพิษณุโลกมาก เพราะมีเวลาเป็นของตัวเองจริงๆ ได้เอกเขนก ได้ตื่นตี 5ไปตักบาตรหน้าวัดพระศรีซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมานานแล้ว ไอ้การตื่นเช้าเนี่ย ได้เดินตลาดเช้า ได้นั่งดูนกกางเขนพร้อมซดน้ำเต้าหู้ริมแม่น้ำน่าน ได้กินก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่รสชาติก็งั้นๆ สะกิดผู้ร่วมทริปว่า นั่งพับเพียบไม่ได้นะคะ เราต้องมานั่งห้อยขา ! ได้ว่ายน้ำทางยาวในห้องพักแบบพูลวิลล่า ลองตดในอ่างจากูซี่ เห็นเป็นฟองปุ๋งๆ เหมือนแรงดันจากูซี่เลยอะ (ทุเรศที่สุด) และได้ไปหาหมอดูแม่นมากๆๆ ที่พิจิตร (เอ่อ ไหนว่ามาทำงาน)

ปล. พิจิตรมี 2 สิ่งที่ติดตา คือ บ้านไม้ใต้สะพานย่านเก่า ที่อ.ตะพานหิน และจระเข้สวมชุดไทยที่ยืนสวัสดีแขกไปใครมาเกือบทุกสี่แยก

สูดอากาศจนเต็มปอดแล้ว จึงมีแรงกลับมาปั่นต้นฉบับได้อีกเฮือกใหญ่
ขอจบการรายงานสภาพอากาศของเด็กด้อยอากาศแต่เพียงเท่านี้

8/12/09

คนเดียวทริป

ไม่ค่อยได้ไปไหนคนเดียวนานแล้ว
จนเมื่อวันศุกร์โน้นนน พยายามพาตัวเองไปทำคอลัมน์ที่ชอบโดยลำพัง
ผลคือ ได้ไปทำงาน ได้ดูโน่นดูนี่ และยังได้เจอเส้นทางท่องเที่ยวฉบับพิเศษ (คิดเอาเองว่าพิเศษ)
ในกทม. อีกด้วย

เริ่มจาก บ้านดินสอ Hostel ขนาดเล็กในตรอกศิลป์ เสาชิงช้า
ที่เจ้าของน่ารักมาก ชี้ชวนให้เราชะโงกหน้าต่างไปดูบ้านเก่าของคุณยายหลังข้างๆ
ทั้งๆ ที่เราเดินผ่านตรอกศิลป์เพื่อไปกินข้าวมันไก่ไชโยมาตั้งแต่สมัยเรียน
แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตรอกศิลป์นี่แหละ เป็นชุมชนที่มีบ้านเก่าสไตล์โคโลเนียลสมัยร.5 - ร.6 มากที่สุดในประเทศไทย
(ข้อมูลนี้ พี่แหม่ม เจ้าของบ้านดินสอเล่าให้ฟัง)
โปรแกรมหน้า ว่าจะหาเวลาซื้อมนต์นมสดมานั่งเล่นดึกๆ ที่บ้านพี่แหม่มนะ



(บ้านดินสอ)





(ชะโงกดูบ้านเก่าของคุณยายชุมนุมพร)


(แจ่มๆ )


(ที่คั่นประตูนานาชาติ)

ต่อด้วย พระนครนอนเล่น
ใครๆ ก็รู้อยู่ว่าที่นี่น่ารัก จึงขอผ่าน
แต่ไฮไลท์น่าจะอยู่ที่ภาพโรงเรียนสตรีวรนาถ สายไฟฟ้าระโยงระยาง และท้องฟ้าสีเข้มตัดกับแดดที่แรงจัดๆ มากกว่า



จากเทเวศน์ ตอนบ่ายๆ
วีรภาก็ฝ่ารถติดข้ามสะพานซังฮี้ไปยังจรัลสนิทวงศ์
เพื่อไปยังรีสอร์ตบ้านบางพลัด เห็นฝาบ้านแล้วนึกถึงบ้านเก่าของตน
ช้าก่อน... ไฮไลท์อยู่ที่ความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าจะกลับไปซอยอารีย์ที่หมายอย่างไร
ฉันจึงเดินข้ามสะพานลอย กะว่าจะนั่งรถเมล์จากจรัล 77 ผ่านซังฮี้ที่รถติดโคด ตอนห้าโมงครึ่ง
มุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ชัย อ้อมมมมไปแยกตึกชัย สู่เส้นพระราม 6 แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

ทันใด ก็เหลือบเห็นป้ายสีฟ้าขาว เรือต่อรถ รถต่อเรือ ช่วยเหลือชาติ หน้าปากซอยจรัล 72
เนื่องจากไม่ใช่สาวฝั่งธน วีรภาจึงรีบขอคำปรึกษาจากพี่วินหน้าปากซอย โดยไม่ต้องใช้บริการ 1113
เมื่อได้ข้อมูลเสร็จสรรพว่าต้องนั่งเรือข้ามฟากจากตรงนี้ ไปขึ้นเรือด่วนฝั่งตรงข้ามท่าพายัพ
วีรภาก็กระโดดค่อมเบาะมอไซค์ ขอยังไงก็ได้ ให้ฉันไม่ต้องฝ่ารถติด
พี่วินใจดี คิดค่าบริการแค่ 4 บาท ย้ำว่า 4 บาท เป็นค่ามอไซค์ที่ถูกที่สุดในยุคไข้หวัด 2009
ถามพี่วินไปว่า ทำไมไม่คิด 5 บาทไปเลยคะพี่
พี่วินบอกคิดแค่นี้แหละ เพราะมันใกล้
ที่ตลกกว่านั้นคือ ขอถ่ายรูปวินพี่เป็นที่ระลึก แกก็ใจดีให้ถ่าย หนูเลยซาบซึ้ง ไม่เคยนั่งมอไซค์ราคาประหลาดล้ำเท่านี้มาก่อน



(พี่วินแอ่นแผ่นหลังให้ชักภาพ)


(เรามีเรา)

เสร็จสรรพ วีรภาหาทางตะกายกลับบ้าน ด้วยการนั่งเรือข้ามฟากซึ่งมีสมาชิกเป็นชายหนุ่มเพียง 1 ชีวิต
เนื่องจากมีกล้องดิจิมอนอยู่ในมือ จึงเก็บภาพบรรยากาศการนั่งเรือโคลงเคลงที่โหวงเหวงพอดู

ข้ามมาฟากพายัพ คิดในใจว่า ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากกลับบ้านเร็ว
อยากโต๋เต๋ดูก่อน ว่าพายัพนี่มันคือตรงไหน
เดินท่อมๆ ผ่านโป๊ะเรือสู่ถนน เห็นรถเมล์ขนาดเล็กสีเขียว ชื่อเล่นว่า 14 ชื่อจริงว่า ศรีย่าน สวนลุม
ทำให้คลายสงสัยว่า อ๋อ ที่นี่เอง ... ศรีย่าน

กำลังจะมุ่งหน้าสู่ศรีย่าน สายตาเหลือบเห็นป้ายคาราโอเกะสะท้อนแสง และร้านอาหารกึ่งขายของที่ระลึก มีฟอนท์สวยๆ ประดับด้านบนว่า "ทำเสื้อ ทำสวน" ร้านที่เคยเห็นในแมกกาซีน อยู่ตรงนี้เอง ไม่รอช้า เพราะชีวิตไม่ได้รีบไปไหน จึงเปิดประตูร้านเข้าไปในขณะที่เจ้าของร้านยังไม่ทันตั้งตัว








(ทำเสื้อจริงๆ เห็นมะ)



ตามประสาเด็กช่างคุย วีรภากับคุณพี่เจ้าของร้านก็ทำความรู้จักกันในชั่วเวลา 5 นาที พี่เขาคงงงๆ ที่น่าตลกกว่านั้นคือรูปโปสการ์ดที่พี่เขาไปเที่ยวต่างประเทศมา มีภาพคนที่เรารู้จักอยู่ด้วย เลยยิ่งทำให้เราคุยกันง่ายขึ้น
เนื่องจากร้านพี่เขาเป็นร้านขายอาหาร (ตามสั่ง คือต้องโทรมาสั่งก่อน ถึงจะได้กิน)
แต่พี่เขาไม่มีอาหารขายวันนั้น จึงเอาซุปเห็ดสามย่างที่จะเอาไปให้คนป่วย มอบให้วีรภาซึ่งไม่ป่วยทานเป็นการต้อนรับ
หมายเหตุ ร้านพี่เขาเก๋ เปิดมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ฟีลน่าจะตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์มากกว่า









เจอสิ่งรื่นรมย์ด้วยความบังเอิญสักพัก เป็นอันว่าต้องร่ำลำ แถมวีรภาก็กินเห็ดไม่เป็น
จึงโต๋เต๋มุ่งหน้าสู่ตลาดศรีย่านด้วยใจระทึกต่อ (สารภาพว่า เมื่อก่อนเคยคิดว่า ศรีย่าน แปลว่า สี่ย่าน ซึ่งเป็นพี่น้องกับสามย่าน)
อเมซิ่งกับอาหารกินอันน่าตื่นใจ แต่คิดว่ากินคนเดียวคงไม่หรอยแน่ๆ
ตัดสินใจเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ซอยอารีย์เป้าหมายแรกอีกครั้ง โดยไม่รู้หรอกว่ามันไกลกว่ากันแค่ไหน คิดว่าถ้าเมื่อยเมื่อไหร่ค่อยโบกรถ
เดิน เดิน และเดิน ก่อนจะถึงแยกพิชัย เห็นร้านทำผมอยู่หนึ่งร้าน
แสงไฟเหลืองสลัว มีม่านวินเทจ แถม Barber's pole ก็หมุนซะเหนื่อยเหมือนไม่มีแรงหมุน
เป็นโรคแพ้อะไรแบบนี้ซะด้วย จึงเดินสุ่มสี่สุ่มห้า เปิดประตูร้าน ที่มีช่างเพียงคนเดียว บอกไปว่า จะมาสระผม
(ซึ่งบางครั้งเราก็ควรทำอะไรตามใจแบบไร้สาระบ้างก็ดี)





แถมบรรยากาศร้านทำผมดูเป็นยุคเก่าที่น่าหลงใหล เจ้าของร้านเป็นคุณพี่ผู้ชายคนเดียว ที่นิยมอ่าน Harper's Bazaar เราจึงเหมาไปเองว่า พี่เขาต้องทำได้เดิ้ล เก๋ ฉันจึงปล่อยตัวปล่อยใจให้พี่เขาปู้ยี้ปู้ยำเส้นผมอยู่นานสองนาน
ขอข้ามบทสนทนาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับพี่เขา
แต่เอาเป็นว่า จู่ๆ ฝนก็ตกหนัก ทำให้เราติดฝน และต้องดูรายการกบนอกกะลากับพี่ช่างตัดผมคนนั้น (และผมก็ออกมาเป็นทรงคุณครูสาวเข้ากรุงนุ่งกระโปรงสุ่มเลยทีเดียว)
และเมื่อฟ้าหลังฝนทำให้วีรภาอยากเดินกลับไปหาอะไรกินตรงศรีย่านอีกครั้ง
...
แต่อนิจจา ฝนตกซู่ใหญ่ ทำให้ร้านรวงที่ดูท่าว่าอร่อยก็ทยอยเก็บกันไปหมดแล้ว
จึงทำให้ฉันจบทริปนี้ด้วยเกี๊ยวหมูชามยักษ์ เครปญี่ปุ่น ณ ศรีย่าน ซึ่งไม่ใช่ของกินที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้เลย (ทำเสียงสูง)แต่อย่างน้อยก็ยังมีความประทับใจในสิ่งบังเอิญข้างทางตลอดทั้งวันบ้างละว้า

ขอได้รับความขอบคุณ จากการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครแบบกระท่อนกระแท่น

ปล. แถมๆ Sound Track ประจำวันฟ้าใสทริปนี้ ขอเป็น Blue Skiesของ Noah and the Whale ละกันนะ (อ่านว่าบลู สกีส์ ฮ่าๆ )

7/12/09

เพื่อนใหม่



เนื่องจากวิทยุหูหิ้ว Philips ที่เก็บเงินซื้อสมัยเรียนมหาลัย
มีคุณสมบัติเล่นคาสเซ็ทท์ ฟัง FM AM และเล่นซีดีได้ เกิดป่วยและยากเยียวยา
มีอาการลำโพงแตก แผ่นกระตุก ไม่อ่านซีดีก๊อป เสาอากาศไม่รับสัญญาณ
ทำให้ความรื่นรมย์ระหว่างตอนเช้าก่อนไปทำงาน และตอนก่อนนอน ดร็อปลงไปหลายริกเตอร์
จึงคิดว่า สมควรหาเพื่อนใหม่สำรองไว้ และส่งเพื่อนเก่าไปอมรซะ
(ก่อนจะให้น้องสาวรับสัมปทานต่อเพื่อฟังเพลงเกาหลีของเธอ)

ตัดสินใจไม่นาน แต่รอเงินในกระเป๋านานอยู่
ก็ได้วิทยุเครื่องเล็กๆ ราคาสมฐานะอย่างเราๆ
นี่คือโฉมหน้าเพื่อนใหม่
ที่สามารถอ่านซีดีก๊อปและซีดีแท้ได้อย่างเสถียร
เลยขอแชะรูปไว้เป็นสักขีพยาน พร้อมกับวงชูเกซที่กำลังโปรดปราน

The pains of being pure at heart

คืนที่ไปถอยวิทยุใหม่มา จำได้ว่าขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง
นั่งตรงกลางระหว่างลำโพงทั้ง 2
ปล่อยให้เสียงจากลำโพงซ้ายวิ่งวิ้งไปลำโพงขวา
มิน่าล่ะ เวลาไปฟังเพลงที่ร้านขายซีดี กลับเพราะกว่าตอนซื้อมาฟังที่บ้าน
เครื่องเสียงแต่ลำโพงไม่จ๊าบนี่ ทุกอย่างจบเลย



ได้สมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในห้อง ฉันก็นอนหลับสนิทตลอดคืน
โดยไม่ซึมเปื้อนด้านข้าง

5/24/09

แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชีวิต ของนางสาว พ.




วิธีทำ : เขียนข้อมูล อัพเดทความเป็นไปลงในช่องว่างๆ
ทำไมต้องทำ : คิดว่ามีคนรออ่าน
ใครวะ จะอ่าน : นั่นดินะ ฮ่าๆ

ทุกวันนี้คุณตื่นนอนเวลา - ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 7 โมงครึ่ง แต่ตื่นได้จริงๆ ก็ 8 โมงกว่า

อาหารมื้อเช้าที่คุณมักทานประจำ - น้ำมะพร้าว 1 ลูก ตามสูตรธรรมชาติบำบัดของหมอเจค็อบ และถ้าเป็นไปได้ จะทานกล้วยน้ำว้าแทนแซนด์วิชแฮมชีส

การเดินทางในตอนเช้า - ป๋าจะขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ชาลี (อยากโชว์ว่ามีรถเก่า) ไปส่งที่รถไฟฟ้าสุรศักดิ์ และต่อด้วย BTS ตามสูตรสาวออฟฟิศ แหมะลงที่อนุสาวรีย์และต่อด้วยวินรถตู้มุ่งหน้าสู่มีนบุรีนคร การเดินทางซ้ำซ้อนพอใช้ได้และกินเวลานานพอควร

ความรื่นรมย์ในช่วงเช้าที่คุณพอหาได้ - ฟังเพลง ไม่ก็หยิบ frankie มาเปิดๆ ดูรูปบนรถไฟฟ้า วันไหนอารมณ์ดีจะหยิบกล้องดิจิ
มาสแน๊ปวิวแถวช่องนนทรี แต่ช่วงนี้อารมณ์ไม่ค่อยดีเลยไม่ค่อยสแน๊ป

แล้วเพลงที่คุณชอบฟังระหว่างเดินทาง - ก็เยอะ แต่ตอนนี้กำลังชอบ I gotta fire ของ Spiritualized เพลงไรวะ กวนโคด

ถึงออฟฟิศ สิ่งแรกที่คุณจะทำ - ไหว้ศาลพระภูมิหน้าบริษัท สแกนนิ้ว

เอ่อ เอาแบบที่สาวออฟฟิศชอบทำสิ - เช็กเมล Sign in MSN แต่ไม่ค่อยตั้งชื่อเอ็มแล้ว เพราะไม่อยากบ่งบอกอะไร แต่ข้อเสียของมันคือ ทำให้เราไม่ได้ใช้สมองครีเอทๆ นะ เสร็จแล้วหยิบแก้วน้ำไปล้าง เติมน้ำเปล่า และมานั่งที่โต๊ะ

ความสุขระหว่างวันล่ะ - รอคอยมื้อเที่ยงว่าจะกินอะไรดี คิดเมนู ดื่มชามะนาวลุงดำหน้าออฟฟิศ ปั่นต้นฉบับ เขียนงานดีๆ ถ้าวันไหนออกไปเจอคนที่น่าสนใจ ได้แง่มุมดีๆ จะรู้สึกดีว่า เออ ชีวิตได้เจออะไรดีๆ ก็ดีนะ

ความไม่สุขระหว่างวัน - จะเหนื่อยและนอยด์ถ้า... โทรขอคิวสัมภาษณ์ไม่ได้ เรี่ยวแรงถอดเทปหดหาย สมองไม่คิดก็อปปี้เฉิดฉาย หาข้อมูลไม่ค่อยคลี่คลาย ทำให้ส่งต้นฉบับสาย

กิจวัตรที่คุณมักจะทำในเวลา 18.00 น - ฝากพี่ที่ออฟฟิศซื้อลูกชิ้นทอดมากิน เดินไปฉี่ ระหว่างทางไปฉี่ ถ้าโชคดีเจอพระอาทิตย์กำลังตก จะเห็นธรรมชาติกลมโตและรู้สึกเอาเองว่ามันโรแมนติก

กิจวัตรหลังเลิกงาน - นัดเจอแฟนชาย (คล้ายๆ เฟรนไชส์) คิดเมนูว่าจะกินมื้อดึกอะไรดี ไล่ไปตั้งแต่ อีบี โคโระเกะที่ Rice
พะแนงหมูที่ร้านอินเตอร์ สุกี้ ปากซอยแชงกรีลา ราดหน้าแสนยอดเจริญเวียง โจ๊กปรินซ์บางรัก ยำเซ็นหลุยส์หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ เกี๊ยวน้ำปากซอยบ้านใหม่ เบคอนพันหน่อไม้ที่หน้าโรงเรียนยานนาเวศ เกาเหลาลูกชิ้นย่านสะพานสี่ ตบท้ายด้วยนมเย็นซิโคล่ (You are what you eat Na pink !)

สิ่งที่ทำอย่างแรกเมื่อถึงบ้าน - จริงๆ ก่อนถึงบ้านจะมีอยู่หนึ่งอย่าง แวะเล่นกับลูกชายบ้านหน้าปากซอย ชื่อน้องไดรพ์เวอร์
อายุ 1 ขวบ แต่หนัก 17 โล จ้ำม่ำมาก

กิจกรรมที่คุณร่วมทำกับน้องสาว - ดูเอ็มวี Sorry Sorry ของ Super junior ชอบมาก เครซี่มาสักพักใหญ่ๆ มิวสิกแสงสวย ดูดีกว่า 2 อัลบั้มที่แล้ว

ก่อนคุณเข้านอน มักจะทำอะไร - ไม่ทำอะไร หัวถึงหมอนก็นอนได้เลย


ภาคผนวก
สถานที่ที่คุณชอบแฮงก์เอาท์ในวันหยุด - ตอนนี้ไม่มี อยู่ติดบ้านมาก แต่ตั้งใจว่าจะแวะไปห้องสมุดสานแสงอรุณแถวบ้านทุกวันเสาร์ (ถ้าทำได้นะ ) ว่ายน้ำที่สโมสรแถวบ้าน การออกกำลังกายหนึ่งเดียวที่ทำได้ เดินเล่นสวนลุมไนท์ ดูหนังและกินฟู้ดคอร์ทที่ห้างสรรพสินค้า ตบท้ายด้วยไอติมช็อกโกแลตร้านสีฟ้า นับว่าเป็นการเติมเต็มความสุขได้หนึ่งวัน

ทริปล่าสุดที่คุณเพิ่งไปเยือน - เกาะเหลาเหลียง ตรัง / เกาะกระดาน ตรัง / ไปดูนกกับชมรมอนุรักษ์ที่ชลบุรี ได้เห็นนกแปลกๆ สวยดี

ทริปที่คุณอยากไปอีกล่ะ - ล่องแก่งลำน้ำเข็ก ล่องแพลุ่มน้ำพะโต๊ะ แต่ตอนนี้แค่ได้นอนเค้งริมคลองที่ไหนสักแห่ง ก็นับว่าสุขโขแล้ว

คุณมีวิธีผ่อนคลายตัวเองอย่างไร - นอกจากร้านไปนวดเอกเขนกของคนกันเองย่านอารีย์ ก็จะชอบสวนพลูนวดไทย แถวบางรัก หรือไม่ก็ทำห้องนอนให้เป็นเธียเตอร์ขนาดย่อม ดูหนังบู๊ล้างผลาญแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ล่าสุดนอนดู Transporter ภาค 3 เออ คลายเครียดดีนะ

สิ่งที่คุณอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ(ในช่วงเวลาอันสั้นนี้) - ไปสำเพ็งกับแก้ม ซื้อโครเชต์มาให้ยายถักแก้เซ็ง ปักผ้าบนคอกระเช้า ปักผ้าให้ของขวัญคนพิเศษ แต่งห้องทีวีแบบมินิมอลสักที (ตอนนี้เป็นแบบแอนิมอลอยู่)

นับว่าชีวิตตอนนี้ คุณมีความพึงพอใจกับมันมากน้อยแค่ไหน
พอใจในระดับหนึ่ง ไม่มาก ไม่น้อย แต่โดยรวมถือว่ากำลังดี มีอะไรใหม่ๆ ให้เข้ามาได้ตื่นเต้นและเรียนรู้เสมอๆ (คำตอบสร้างภาพ) เราแบ่งชีวิตเป็น 2 แผนก แผนกหนึ่งคือคนทำงานหนังสือ อีกแผนกคือคนทำธุรกิจเล็กๆ ชอบทั้งสองอย่าง และจะค่อยๆ ประคองมันให้เดินหน้าไปด้วยกันได้ และดูท่าว่ามันก็กำลังจะไปของมันดีเลยล่ะ

เราอาจไม่มีเวลามามีชีวิตที่นี่สักพักใหญ่ๆ จึงขอมาตอบแบบสอบถามความพึงพอใจไว้ให้อ่าน มา ณที่นี้
ขอได้รับความขอบคุณ

นางสาว พ.

4/15/09

สนุกสุดแสนเที่ยวแดนอันดามัน


น้ำทะเลสวย
ฟอนท์ก็สวย
ยิ่งก๊อปปี้บนเรือยิ่งสวยเข้าไปใหญ่

ให้เครดิตเจ้าของเรือซะหน่อย : บังฝน ผู้ขับเรือพาเรามาที่เกาะรอก (ปีที่แล้ว บังฝนก็พาเราไปเที่ยวบ้านที่เกาะมุก แต่ไม่ยักกะเห็นเรือลำนี้แฮะ)

2/21/09

ชม…เชย Vol.3 ศรีประจันต์ เก่าจริงเรื่องปิ้งย่าง












หลังจากที่วาดฝันไว้ ว่าอยากไปเที่ยวตลาดศรีประจันต์ ณ สุพรรณให้ได้
ตามแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังสือ ฅ.ฅน หน้าปกท่านป.อ ปยุตโต
วันนี้วีรภา ทำมันสำเร็จแล้ว !!!

นั่งคุยกับคุณลุงเลขาพิพิธภัณฑ์บ้านท่านเจ้าคุณ
คุณลุงบอกว่า ใจจริงอยากทำที่นี่ให้นักท่องเที่ยวเยอะๆ เหมือนสามชุก แต่มีปัญหาวงในของเทศบาล
คิดในใจว่าอย่าได้ไหม อยากให้ที่นี่ยังคงเป็นแบบนี้อยู่

เรื่องเพลิดเพลินคือการได้นั่งกินบะหมี่เกี๊ยวแปะโป้คู่กับน้ำส้มไบเล่ (ปกติจะซัดเป๊บซี่ แต่มาที่นี่ขอน้ำอัดลมฟอนท์โบราณซะหน่อย) โดยมีคุณยายวัย 60 กว่า บรรจงทำให้ เลยขอฟาดไป 2 ดูคุณยายแกตั้งใจมาก อร่อยล้ำ ชามละ 25 เอง
เดินให้ทั่วตลาด เห็นร้านรวง โบราณคลาสสิก ร้านตัดเสื้อ ร้านขายผ้านวมโฮมเมด ร้านน้ำแข็งไส ร้านขายยาที่เปิดมากว่าร้อยปี
ขอคิดก็อปปี้ให้หนึ่งประโยค “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต...ชิปเป๋ง”

บ่ายกว่าๆ ไปยังท่าเรือ เพื่อจะข้ามฝั่งไปยังวัดบ้านกร่าง
คุณยายฝีพายวัย 73 พายเรือมารับ เที่ยวละ 5 บาท คุณยายยังแข็งแรง สักคิ้วซะเข้มเลย
วิวดี อากาศดี แม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำไหนๆ ต้องแสงทีไร ก็ระยิบระยับ
อดไม่ได้ เลยขอแคนโต้ 3 บรรทัด
สวย
แต่…
แดดร้อน

ก่อนไปวัดบ้านกร่าง สอบถามชาวบ้านว่านอกจากอายุกว่าร้อยปี ไฮไลท์ของวัดนี้อยู่ที่ตรงไหน
คุณลุงเต็มใจเสนอ …ห้องน้ำวัดบ้านกร่าง มาตรฐานดีนะหนู เพิ่งได้รับรางวัลกี่ดาวก็ว่าไป มีกลิ่นหอมด้วยนะ แกย้ำ

ข้ามฟากไป
บ้านไม้ชุมชนฝั่งวัดบ้านกร่าง
ประตูบานเฟี้ยมของบ้านเก่าเรียงกันเป็นแถว มีศาลพระภูมิอยู่บนระเบียงชั้น 2 ด้วย
หลังคาปั้นหยา แถมด้วยอินทีเรียเป็นจานดาวเทียมทรูวิชั่น เห็นมีแทบทุกบ้าน
และทุกบ้านก็จะมีคนแก่นอนกลางวันหรือจับกลุ่มสมาคม เราว่าลูกหลานกลัวแกเหงา เลยจัดดาวเทียมทรูวิชั่นไว้ให้อยู่เป็นเพื่อน
เห็นคุณยายท่านหนึ่งนั่งสานกระจาด (เรียกถูกป่าววะ) เลยไปขอถ่ายรูป แกหัวเราะ คุณยายบ้านข้างๆ เลยบอกหนูๆ มาถ่ายรูปพัดอันใหญ่ของยายด้วยสิ คุยไปคุยมา ยายชื่อยายแหวน 78 แล้ว สานพัดไม้ไผ่ อันใหญ่นี่ 300 สานไปขายทุกวันเสาร์ อาทิตย์ แถมโชว์มือให้ดูด้วยว่า ยายมือบวมเพราะสานพัดมากไป
ยายน่ารัก อ้วน จ้ำม่ำ ก่อนกลับ ขอจับแหน่ว แน๊ว ยายไปหนึ่งที (แหน่ว แน๊ว คือส่วนตรงต้นแขนที่ใหญ่ๆ)

โดยสรุป
ไปสุพรรณไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามีโอกาส จะมาใหม่ นะเออ

2/12/09

ที่นี่…ทิเบต





เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักตามศาสนาพุทธ
และหลังจากรู้ตัวว่าสมดุลในร่างกายเริ่มเอียงกะเท่เร่มาพักใหญ่ๆ
ฉันหอบกายกับใจไปหัวหิน เพื่อเข้าคอร์ส Body & Mind Detox
ตามที่นิตยสาร Woman & Home จัดเป็นครั้งแรก (ฮ่าๆ พื้นที่โฆษณาอีกแล้ว)

3 วัน 2 คืน ที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตแบบชาวทิเบต (ประหนึ่งว่างั้น)
นั่นคือไปเรียนรู้วัฒนธรรมและขัด ขัด ขัด จิตใจโดยใช้ศาสตร์ทิเบตเป็นเครื่องมือ
ฟังดูเป็นทางก๊าร ทางการ
ก่อนไป โดนแซวว่าต้องไปนั่งสมาธิ กราบอัษฏางคประดิษฐ์ คล้ายๆ ต้องปฏิบัติธรรมแน่นอน

แต่ผิดคาดแฮะ
ศูนย์ขทิรวัน ที่ๆ ฉันไป อยู่กลางภูเขา เส้นที่คุ้นเคย ทางไปน้ำตกป่าละอู (เคยเจอช้างป่ากลางทางที่นั่น)
ตกดึกอากาศดีมากถึงมากๆ
โปรแกรมที่ทำให้ฉันอยากมาที่นี่คือ การได้นอนดูหนังทิเบตท่ามกลางแสงจันทร์
หนังเรื่อง หิมาลายา ซับอังกฤษ แต่เข้าใจง่ายกว่าที่หวั่นไว้ (55)
แม้จอหนังจะไม่ใหญ่ แต่ฉันก็ทำเนียน ลากถุงนอนจากในเต้นท์มาเผื่อแผ่พี่ๆ
แทบไม่ต้องใช้หลอดไฟ เพราะแสงจันทร์ทำหน้าที่ของมันกำลังดี

อากาศเย็น
2 คืนนั้นฉันต้องนอนเต้นท์คนเดียว ปูที่นอนเอง ขดตัวอยู่ในถุงนอนลำพัง แต่ก็ไม่วายรูดซิปเต้นท์ให้แสงจันทร์กลมโตส่องหน้าผาก โคตรโรแมนติก โชคดีที่ที่นั่นสัญญาณดีแทคไปไม่ถึง เป็นทริปที่ฉันมักรอคอยตอนกลางคืนมากที่สุด เพราะที่จะได้อยู่กับตัวเองจริงๆ แบบนานๆ ซะที (แต่อยู่ได้แป๊บเดียวนะ เพราะจะหลับก่อนเวลาอันควร)
ที่น่ารักคือ ตอนรุ่งเช้า จะมีคุณเยินเต็น ชาวทิเบต ใช้แตรทิเบตเป่าให้ตื่น ฟังดูดีมะ

ได้ฝึกกราบอัษฏางคประดิษฐ์เป็นครั้งแรก อาจารย์กฤษฎาวรรณสอนว่านี่คือการทำโยคะขนาดย่อม
8 ส่วนของร่างกาย นาบชิดกับพื้น
รู้ตัวอีกที ก็เจ็บหน้าท้องเหมือนกันแฮะ
ไฮไลท์ของงาน คือการฝึกเขียนอักขระโบราณโดยใช้พู่กันไม้ไผ่
โอม อา หุง แปลว่า กาย วาจา ใจ
ฝีมือพอใช้ได้ปะ



ฉันชอบสถูปมนตร์
ตอนที่นั่งอยู่ด้านใน เวลาลมแรงมาปะทะ ตีผ้าหลากสีเสียงดังผับๆ จะรู้สึกดีมาก
ไม่ต้องคิดอะไร เพราะในหัว จ้องแต่จะฟัง เสียงผับ ผับ ผับ



มีช่วงหนึ่งของวัน มีกิจกรรมให้อยู่กับตัวเองครึ่งชั่วโมง
อยู่กับตัวเองคืออยู่กับตัวเองจริงๆ ห้ามอ่านหนังสือ ห้ามคุยกับใคร
ให้ใช้เวลาพินิจภายในใจของตัวเอง (ฟังดูล้ำลึก)
ฉันปลีกเวลา ขอไปนั่งใต้ทุนศาลา
กะว่าจะชิลล์ สุดท้ายเห็นแมว 2 ตัว นอนจุ๊บกัน
ที่บ้ากว่านั้นคือ ฉันน้ำตาไหล
ไม่ค่อยเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างแมว หมา แสดงความรักกันออกนอกหน้าแบบนี้เท่าไหร่
(ส่วนใหญ่เห็นมันเอากันอย่างเดียว)
แมวตัวเมีย เลียขนให้แมวตัวผู้
แมวตัวผู้ หันมาจุ๊บแมวตัวเมีย
บ้าไปแล้ว สุดท้ายฉันก็แพ้อะไรแบบนี้ทุกที




ปล. นอกจากทริปนี้ จะทำให้ฉันได้โอโซน และอยากกลับบ้านไปจัดห้องให้เป็นระเบียบ
(ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกันเท่าไหร่)
ฉันได้ Destination ที่ใหม่ …
อยากไปเยี่ยมทิเบตสักครั้ง




(เราหน้าเหมือนกันป่าววะ)